“ปั้นข้าวเหนียวจิ้มวาซาบิ” นศ.ญี่ปุ่นบุก มข.เรียนรู้วิถีชีวิตไทยอีสาน

หากจะเอ่ยถึงคำว่า “อีสาน” ภาพที่สะท้อนแก่ผู้คนที่มองมายังดินแดนแห่งนี้คงหนีไม่พ้นความเป็นเอกลักษณ์มาแต่อดีต ซึ่งก็คงหนีไม่พ้น ความแร้นแค้น ความยากจน ด้อยโอกาสทางการศึกษา ท้องถิ่นขาดการพัฒนา พื้นที่เพาะปลูกแห้งแล้ง และด้วยสิ่งที่สื่อหยิบยื่นนำเสนอให้เราเห็นจนชินตา คงหนีไม่พ้นภาพของดินที่แตกระแหง ชาวบ้านแหงนมองท้องฟ้าฟ้า เฝ้ารอคอยเมื่อไหร่ฝนจะตกลงมา เหล่านี้เป็นมายาคติที่ติดฝังหัวแก่คนทั่วไปตลอดมา ทำให้หลายแผ่นดินอีสานเป็นดินแดนที่ผู้คนไม่อยากจะเดินทางมาแต่ถ้าหากกล่าวถึง อีสานในยุคปัจจุบัน สิ่งหนึ่งที่ต้องยอมรับว่ามีการเปลี่ยนแปลงไปมากจากในอดีต สังคมที่เรียบง่ายกลับกลายมาเป็นสังคมที่ซับซ้อน จนไม่ง่ายนักที่จะอธิบายสังคมอีสานในวันนี้ ซึ่งความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนั้นก็เนื่องมาจากการรับเอาสิ่งต่างๆ ทั้งด้านวัฒนธรรม ประเพณี สังคม เทคโนโลยี ปัจจัยต่างๆเหล่านี้ทำให้คนอีสานหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องก้าวเข้าสู่ “ยุคโลกาภิวัฒน์” และหากจะเรียกว่า “อีสานยุคโลกาภิวัฒน์” ก็คงไม่ผิดนัก แต่อย่างไรก็ตามแม้จะได้กล่าวว่าเป็นอีสานยุคใหม่ เป็นอีสานในยุคสมัยของการพัฒนาด้านเทคโนโลยี แต่สิ่งที่ไม่ทำให้คนอีสานเปลี่ยนแปลงไปเลยก็คือ บุคลิกที่น่ารักและไม่ เหมือนใครในโลกนี้ ไม่ว่าจะเป็นรอยยิ้ม ความโอบอ้อมอารี จริงใจ รักความสนุกสนาน ความตั้งอดทน และตั้งใจแน่แน่วต่อเป้าหมาย ซึ่งถือเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของผู้คนในดินแดนแห่งนี้ สิ่ง เหล่านี้ยังคงทำให้อีสาน เป็นดินแดนที่ที่ผู้คนจากทั่วโลกที่ลองมาสัมผัสประเพณี วัฒนธรรมของผู้คนในที่ราบสูงแห่งนี้ ล้วนต้องมนต์เสน่ห์ของ “ดินแดนข้าวเหนียว” และความเป็น “ไทอีสาน” อย่างแน่นอน

Yuki Morishita
“เป็นครั้งแรกที่ผมได้มาประเทศไทย แต่อาจารย์ที่มหาวิทยาลัยเล่าให้ฟังเกี่ยวเรื่องราวในประเทศไทย เรื่องราวของมหาวิทยาลัยขอนแก่น ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยชื่อดังลำดับต้นๆของประเทศไทย ว่าสนุกมาก ได้ทำกิจกรรมต่างๆเยอะ พอได้มีโอกาสมาจริงๆรู้สึกตื่นเต้นดีใจมาก มหาวิทยาลัยขอนแก่นเป็นมหาวิทยาลัยที่ใหญ่มาก เมื่อเทียบกับมหาวิทยาลัยของผมที่ญี่ปุ่น ผมได้เจอเพื่อนใหม่ๆ จากหลายประเทศ ก็มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนประสบการณ์ต่างๆ สำหรับกิจกรรมที่ประทับใจก็มีหลายอย่าง เช่น เดินทางชมหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น การเข้านมัสการพระมหาธาตุแก่นนคร (พระธาตุเก้าชั้น) ตลอดจนการเรียนวิธีนวดแผนไทย จากอาจารย์ผู้เชี่ยวชาญจากคณะเทคนิคการแพทย์ฯ ตลอดจนเดินทางไป บ้านแคนทอง เพื่อเลี้ยงอาหารว่าง และร่วมสอนน้องๆวาดภาพระบายสี ซึ่งสร้างความสนุกสนานและผ่อนคลาย อีกทั้งได้ร่วมพูดคุยและมอบของเล่นที่เตรียมมาจากประเทศญี่ปุ่นให้น้องๆผู้ด้อยโอกาสอีกด้วย แต่อีกหนึ่งกิจกรรมที่ผมภูมิใจก็คือ การได้แลกเปลี่ยนการทำอาหารกับนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนไทยสามัคคี ที่วังน้ำเขียว โคราช พวกเราได้สอนการทำซูชิและสอนพับกระดาษโอริกามิในแบบฉบับญี่ปุ่น ให้กับน้องๆนักเรียน และน้องๆก็ยังสอนผมและเพื่อนๆทำอาหารไทย(ข้าวจี่) ซึ่งน้องๆทุกคนน่ารักมากๆ”
Morishita ยังกล่าวเสริมอีกว่า “ที่บ้านของผมมีเทคโนโลยีล้ำสมัย มีการคมนาคม การสื่อสาร ที่สะดวกและมหาอำนาจด้านเทคโนโลยีของโลก เป็นไปได้ว่าความเจริญอย่างรวดเร็ว อาจทำให้ชาวญี่ปุ่นที่อยู่ในเมือง หลงลืมบางอย่าง ที่เรียกว่า รากเหง้าแห่งชีวิต ซึ่งหมายถึงการใช้ชีวิตที่ปกติ อยู่กับธรรมชาติ ไม่รีบร้อนจนเกินไป ทำให้ได้มองเห็นคนอื่นๆรอบข้าง ได้พบรอยยิ้ม ได้รับความรัก และอยากจะมอบความรักเหล่านั้น แก่ผู้คนรอบข้างด้วย”

Davide Iori นักศึกษาจาก Free university of Bozen Bolzano ประเทศอิตาลี หนึ่งในนักศึกษาแลกเปลี่ยนของคณะฯ กล่าวถึงเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการครั้งนี้ว่า “การเป็นจิตอาสา บำเพ็ญประโยชน์ต่อสังคม สำคัญมากกับสังคมส่วนรวม การที่เป็นผู้ที่เอื้อเฟื้อ เสียสละ เวลา แรงกาย แรงใจ เพื่อช่วยเหลือผู้อื่น หรือ สังคมให้เกิด ประโยชน์และความสุขให้มากที่สุด เป็นค่านิยมที่สำคัญมากในระดับสากล”

วีระพงษ์ เหล็กจาน นักศึกษาสาขาการตลาด
วีระพงษ์ เหล็กจาน (ต้น) นักศึกษาสาขาการตลาด คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยขอนแก่น ผู้ที่ทำหน้าที่บัดดี้รวมทั้งล่ามในโครงการ กล่าวความรู้สึกเกี่ยวกับโครงการว่า “เราได้ ร่วมแรง ร่วมใจ ในการทำหน้าที่ที่จะสื่อสารให้เพื่อนๆชาวญี่ปุ่นเข้าใจและเข้าถึงวัฒนธรรม ประเพณี กันอย่างเต็มที่และสังคมของชุนชนไทอีสาน ซึ่งเปรียบเสมือนการเป็นทูตวัฒนธรรมของ มข. ของภาคอีสาน และของประเทศของเรา พวกเราจะจดจำสิ่งดีๆ ที่เกิดขึ้นในตลอด 10 วันที่พวกเราใช้ชีวิตอยู่ร่วมกัน แม้เราจะมีความแตกต่างทางด้านเชื้อชาติ ต่างภาษา แต่เราก็ได้มิตรภาพและประสบการณ์ดี ๆ ผมภูมิใจที่เราได้เป็นส่วนหนึ่งของโครงการในครั้งนี้ ถึงแม้ว่าสิ่งที่ผมทำให้อาจจะไม่ยิ่งใหญ่มากมาย แต่มันก็เกิดจากความตั้งใจและแรงใจ การเข้าร่วมกิจกรรมนี้ นอกจากจะเป็นการเรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ไทย-ญี่ปุ่น แล้ว ยังได้ทำกิจกรรมที่เป็นการบำเพ็ญต่อสังคม ทั้งการปลูกต้นลาน การทำฝายชะลอน้ำ ได้ช่วยเหลือน้องๆที่ด้อยโอกาส ซึ่งเป็นกิจกรรมเหล่านี้ปลูกฝังให้เรามีจิตสาธารณะ มีจิตอาสาต่อสังคมส่วนรวม ซึ่งเป็นคุณลักษณะสำคัญต่อสังคมโลกในยุคปัจจุบัน”
โครงการเสริมประสบการณ์สู่นานาชาติ Thai Cultural Experience & International Village Camp Project in Thailand for OSAKA GAKUIN UNIVERSITY, JAPAN เป็นโครงการที่จัดขึ้นตามนโยบายของมหาวิทยาลัย เน้นการแลกเปลี่ยนการศึกษากับมหาวิทยาลัยต่างชาติ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่น ที่เป็นประเทศมหาอำนาจในทวีปเอเชีย จึงถือว่าเป็นการเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างไทยและญี่ปุ่นให้แน่นแฟ้นมากยิ่งขึ้น ซึ่งในอนาคตคาดว่าจะเกิดโครงการแลกเปลี่ยนในขนาดที่ใหญ่ขึ้น เพื่อสร้างประสบการณ์ใหม่ให้นักศึกษาได้เรียนรู้แลกเปลี่ยนวัฒนธรรม ระหว่างกันและกันได้อีกด้วย แม้ในปีนี้จะมีระยะเวลาสั้นๆ(16-26 กุมภาพันธ์ 2557) แต่ประสบการณ์การณ์ในการเดินทางมายังมหาวิทยาลัยขอนแก่นเพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้วัฒนธรรม ประเพณี ภาษาของกันและกัน นักศึกษาจากญี่ปุ่นได้เรียนรู้วัฒนธรรมประเพณี สังคม ประวัติศาสตร์ความเป็นมาของถิ่นเสียงแคน และความเป็น “ไทอีสาน” ที่มีวิถีชีวิตที่เรียบง่าย และจริงใจ เช่นเดียวกันกับนักศึกษามหาวิทยาลัยขอนแก่นของเราที่ได้รับประสบการณ์ที่แปลกใหม่ที่แสนพิเศษและน่าประทับใจ เปรียบเสมือนการ“ปั้นข้าวเหนียว จิ้มวาซาบิ” ซึ่งแม้ว่ารสชาติอาจจะแปลกไป แต่รับรองถึงรสสัมผัสได้ว่า มันจะ แซ่บบ !!! ทุกคำและติดตราตรึงในหัวใจพวกเค้าตลอดไปที่เคี้ยวอย่างแน่นอน.











